วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่.4

1. สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ

ตอบ

ประเภทของสื่อกลางมีสาย
ข้อดี
ข้อเสีย
1. สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
-     ราคาถูก
-     ลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้
-     อัตราเร็วในการส่งข้อมูลจะน้อยกว่าสายสัญญาณแบบอื่น
-     มีข้อจำกัดเรื่องความยาวของสายสัญญาณ
-     ถูกรบกวนสัญญาณได้ง่าย
2. สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
-     ราคาถูก
-     น้ำหนักเบา
-     ง่ายต่อการใช้งาน
-     มีความเร็วจำกัด
-     เหมาะกับการใช้งานในระยะทางสั้นๆ
3. สายโคแอกเชียล (Coaxial)
-     เชื่อมต่อได้ระยะทางไกล
-     ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี
-     มีราคาแพง
-     สายมีขนาดใหญ่
-     ติดตั้งยาก
4. ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
-     มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา
-     มีความปลอดภัยในการส่งข้อมูล
-     มีความทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนาน
-     มีความเปราะบาง แตกหักง่าย
-     มีราคาสูงกว่าสายเคเบิลทั่วไป
-     ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งสายเคเบิลชนิดนี้

 

2. การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร

ตอบ

1. ทำให้เกิดการทำงานในลักษณะกลุ่มโดยอาศัยอุปกรณ์และระบบเครือข่ายเป็นตัวเชื่อมโยมข้อมูล

2. ช่วยลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและสามารถกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลหรือข้อมูลต่างๆ ที่ไม่ต้องการจะเปิดเผย

3. มีการใช้อุปกรณ์ร่วมต่างๆ เพื่อให้การทำงานโดยอาศัยระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เครื่องพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ สแกนเนอร์ ซีดีรอม โมเด็ม เป็นต้น

4. ขยายอาณาเขตของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ครอบคลุมและกว้างขวางได้ตามที่ต้องการ

5. มีความสะดวกสบายทั้งผู้ให้และผู้รับข้อมูล


3. หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักศึกษาจะเลือกรูปแบบของระบบเครือข่าย (LAN Topology) แบบใด เพราะอะไร

ตอบ

ถ้าหากมีเงินทุนสูงมากพอจะขอเลือกระบบเครือข่ายแบบดาว (Star) เนื่องจากเป็นรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือ เครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาณที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสารทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป ทำให้การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่าย

4. อินเทอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร

ตอบ   

เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การค้นหาข่าวสารข้อมูลต่างๆเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ปัจจุบัน มี web site ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย  แต่ละ web site ก็ให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่างๆ รูปแบบระบบห้องสมุดก็มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเป็น digital library ที่มีหนังสือในเรื่องต่างๆเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ให้อ่านและค้นคว้าได้ online   การใช้ email ช่วยให้การติดต่อข่าวสารระหว่างนักวิชาการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว  ไม่ล่าช้าเหมือนแต่ก่อน  ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการในสาขาเดียวกันทั่วโลกเป็นไปได้   การเรียนแบบ online ยังช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามขีดความสามารถของตนเอง  ใครมีความสามารถมากก็เรียนได้เร็วกว่า  นักเรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในห้องก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้นผ่านการใช้ email หรือ discussion group 

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สำหรับการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ยังสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ

1.การประมวลผลแบบแบทซ์ ( Batch Processing )
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ 

ข้อดี 
                เหมาะสำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีปริมาณงานมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทันที

  • ง่ายต่อการตรวจสอบ ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย

ข้อเสีย

ข้อมูลที่ได้ไม่ทันสมัย เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาในการประมวลผล

เสียเวลาในการรวบรวมข้อมูล

2.การประมวลผลแบบอินเทอร์แอคทีฟ ( Interactive Processing )
เป็นวิธีที่ไม่ต้องรอเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อคอมพิวเตอร์ระบข้อมูลเข้าสู่ระบบก็จะทำการประมวลผลและให้ผลลัพท์ได้ทันที วิธีนี้ผู้ใช้และคอมพิวเตอร์จะมีการโต้ตอบกัน จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออนไลน์ (on-line) เช่น การถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) เมื่อมีการถอนเงิน ยอดเงินในบัญชีจะมีการเปลี่ยนแปลงทันที
                ข้อดี     
                 • สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นำเข้าไปได้ทันที


                 • ข้อมูลที่ได้ทันสมัย

                ข้อเสีย
                 มีโอกาสที่เกิดความผิดพลาดได้


                 • การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยาก

โครงสร้างข้อมูล (File Structure) หมายถึง ลักษณะการจัดแบ่งพิกัดต่าง ๆ ของข้อมูลสำหรับแต่ละระเบียน (Record) ในแฟ้มข้อมูลเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. หน่วยข้อมูล (Data Item) หมายถึงส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล เช่น ตัวเลข ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ จะยังไม่มีความหมายในตัวเอง เล่น เลข 9 อักษร ก เป็นต้น
2. ฟิลด์ข้อมูล (Data Field) หมายถึง การนำเอาหน่วยข้อมูลที่สำคัญและต้องการศึกษามาไว้ด้วยกัน เพื่อเปรียบเทียบกัน เช่น ชื่อ - สกุล คะแนนการสอบครั้งที่ 1 เงินเดือน ซึ่ง ชื่อ สกุล และเงินเดือน คือ 1 ฟิลด์
3. เรคอร์ดข้อมูล (Data Record) หมายถึง การนำฟิลด์หลายฟิลด์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักศึกษาแต่ละคน จะมีข้อมูล ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคนคือ 1 เรคอร์ด
4. แฟ้มข้อมูล (Data File) เกิดจากการนำระเบียนหรือเรคอร์ด หลาย ๆ เรคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันในด้านใดด้านหนึ่งมารวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลของนักเรียนห้องหนึ่งจำนวน 20 คน ทุกคนต่างก็มีข้อมูล คือ ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ศาสนา ข้อมูลของนักเรียนทั้งหมดคือ แฟ้มข้อมูล
5. ฐานข้อมูล (Data base) เกิดจากการนำแฟ้มหลาย ๆ แฟ้มข้อมูลเข้าด้วยกันโดยที่แฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ตาม ทำให้ข้อมูลไม่ซ้ำซ้อนกัน และสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน

 
หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่ สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้างและระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
ได้นำความรู้เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลมาใช้ดังนี้
สถานที่: ตัวอย่างวัดป่าประดู่(พระอารามหลวง)
เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆภายในวัด ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัด/รายชื่อพระภิกษุที่มาอุปสมบท/กิจกรรม/หัวข้อธรรมะต่างๆ เป็นต้น

โดยมีแฟ้มข้อมูลดังนี้
1.  แฟ้มข้อมูลประวัติวัด


2. แฟ้มข้อมูลกิจกรรม

3.แฟ้มข้อมูลธรรมะต่างๆ

4.แฟ้มข้อมูลรายชื่อพระภิกษุที่เคยอุปสมบท
โดยระบบฐานข้อมูลนี้มีจะเป็นประโยชน์ต่อวัด คือ
ช่วยในการเก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญของวัดและง่ายในการค้นหาประวัติความเป็นมาของวัด,จำนวนพระภิกษุในวัด,รายชื่อพระภิกษุและสามารถเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้บุคคลทั่วไปทราบข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ภายในวัดได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นต้น


ความแตกต่างของการประมวลผลแบบแบทซ์และการประมวลผลแบบเรียลไทม์
การประมวลผลแบบแบทซ์
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ 
การประมวลผลแบบเรียลไทม์
    เมื่อผู้ใช้ต้องการเพิ่มเติม ปรับปรุงข้อมูลทั้งข้อมูลทางด้าน MIS และ ข้อมูลในเชิงพื้นที่ทางด้าน GIS ผู้ใช้สามารถแก้ไข เพิ่มเติมผ่านทาง Internet GIS โดยระบบจะมีหน้าจอในส่วนเพิ่มเติม แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลทั้งสองรูปแบบ ให้ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลที่ต้องการได้ ต่อจากนั้นระบบจะทำการประมวลผลต่างๆ ตามขั้นตอนและแสดงผล ข้อมูลนั้นๆ แก่ผู้ใช้ในทันที

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์.13/01/56


1.   ฮาร์ดแวร์ ( Hardware ) ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ ได้แก่ วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์ คีร์บอร์ด เป็นต้นซึ่งสามารถแบ่งส่วนพื้นฐานของฮาร์ดแวร์เป็น 4 หน่วยสำคัญ

1.1 หน่วยรับข้อมูลหรืออินพุต ( Input Unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลและโปรแกรมเข้า เครื่อง มีโครงสร้างดังรูป 1.3 ได้แก่ คีย์บอรืดหรือแป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องสแกน เครื่องรูดบัตร Digitizer เป็นต้น

1.2 ระบบประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU : Central Processing Unit) ทำหน้าที่ในการทำงานตามคำสั่งที่ปรากฏอยู่ในโปรแกรม ปัจจุบันซีพียูของเครื่องพีซี รู้จักในนามไมโครโปรเซสเซอร์ ( Micro Processor) หรือ Chip เช่นบริษัท Intel คือ Pentium หรือ Celelon ส่วนของบริษัท AMD คือ K6,K7(Athlon) เป็นต้น  ไมโครโปรเซสเซอร์ มีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล ในลักษณะของการคำนวณและเปรียบเทียบ โดยจะทำงานตามจังหวะเวลาที่แน่นอน เรียกว่าสัญญาณ Clock เมื่อมีการเคาะจังหวะหนึ่งครั้ง ก็จะเกิดกิจกรรม 1 ครั้ง เราเรียกหน่วย ที่ใช้ในการวัดความเร็วของซีพียูว่า เฮิร์ท”(Herzt) หมายถึงการทำงานได้กี่ครั้งในจำนวน 1 วินาที เช่น ซีพียู Pentium4 มีความเร็ว 2.5 GHz หมายถึงทำงานเร็ว 2,500 ล้านครั้ง ในหนึ่งวินาที กรณีที่สัญญาณ Clock เร็วก็จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้น มีความเร็วสูง  และ ซีพียูที่ทำงานเร็วมาก ราคาก็จะแพงขึ้นมากตามไปด้วย

1.3 หน่วยเก็บข้อมูล ( Storage ) ซึ่งสามารถแยกตามหน้าที่ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

        1.3.1  หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความจำหลัก ( Primary Storage หรือ Main Memory ) ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเพื่อส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไปซึ่งอาจแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ RAM ( Random Access Memory ) ที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้ในขณะที่เปิดเครื่องอยู่ แต่เมื่อปิดเครื่องข้อมูลใน RAM จะหายไป และ ROM ( Read Only Memory ) จะอ่านได้อย่างเดียว เช่น  BIOS (Basic Input Output system)  โปรแกรมฝังไว้ใช้ตอนสตาร์ตเครื่อง  เพื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มต้นทำงาน เป็นต้น

     1.3.2   หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ( Secondary Storage ) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล หรือโปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจำหลักภายในเครื่องก่อนทำการประมวลผลโดยซีพียู รวมทั้งเป็นที่เก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลด้วย ปัจจุบันรู้จักในนามฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) หรือแผ่นฟร็อปปีดิสก์ (Floppy Disk) ซึ่งเมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะยังคงเก็บอยู่

1.4 หน่วยแสดงข้อมูลหรือเอาต์พุต ( Output Unit ) ทำหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ได้แก่ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น ทั้ง 4 ส่วนจะเชื่อมต่อกันด้วยบัส ( Bus )

 

2 ซอฟต์แวร์ ( Software )

ซอฟต์แวร์ คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน รวมไปถึงการควบคุมการทำงาน ของอุปกรณ์แวดล้อมต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม การ์ดอินเตอร์เฟสต่าง ๆ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่รับรู้การทำงานของมันได้ ซึ่งต่างกับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่สามารถจับต้องได้  ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

2.1  ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software ) คือโปรแกรม ที่ใช้ในการควบคุมระบบการ ทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เช่น การบูตเครื่อง การสำเนาข้อมูล การจัดการระบบของดิสก์ ชุดคำสั่งที่เขียนเป็นคำสั่งสำเร็จรูป โดยผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีมาพร้อมแล้วจากโรงงานผลิต การทำงานหรือการประมวลผล ของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ระบบของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติควบคุม และมีความสามารถในการยืดหยุ่น การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System) เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุม และติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการจัดการระบบของดิสก์ การบริหารหน่วยความจำของระบบ กล่าวโดยสรุปคือ หากจะทำงานใดงานหนึ่ง โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ ในการทำงาน แล้วจะต้องติดต่อกับซอฟต์แวร์ระบบก่อน ถ้าขาดซอฟต์แวร์ชนิดนี้ จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำงานได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ประเภทนี้ได้แก่ โปรแกรมระบบปฏิบัติการ Unix Linux  DOS และWindows (เวอร์ชั่นต่าง ๆ เช่น 95 98 me 2000 NT XP Vista ) เป็นต้น

                2.1.2  ตัวแปลภาษา (Translator)  จาก Source Code ให้เป็น Object Code (แปลจากภาษาที่มนุษย์เข้าใจ ให้เป็นภาษาที่เครื่องเข้าใจ เปรียบเสมือนล่ามแปลภาษา) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูง ซึ่ง เป็นภาษาใกล้เคียงภาษามนุษย์ ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่จะนำไปประมวลผล ตัวแปลภาษาแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ คอมไพเลอร์ (Compiler) และอินเตอร์พีทเตอร์ (Interpeter) คอมไพเลอร์จะแปลคำสั่งในโปรแกรมทั้งหมดก่อน แล้วทำการลิ้ง (Link) เพื่อให้ได้คำสั่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ ส่วนอินเตอร์พีทเตอร์จะแปลทีละประโยคคำสั่ง แล้วทำงานตามประโยคคำสั่งนั้น การจะเลือกใช้ตัวแปลภาษาแบบใดนั้น จะขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม ซึ่งมี 2 แบบได้แก่ ภาษาแบบโครงสร้าง   เช่น ภาษาเบสิก (Basic) ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาซี (C) ภาษาจาวา(Java)ภาษาโคบอล (Cobol) ภาษา SQL ภาษา HTML เป็นต้น  ภาษาแบบเชิงวัตถุ ( Visual หรือ Object Oriented Programming ) เช่น Visual Basic,Visual C หรือ Delphi เป็นต้น

2.1.3  ยูติลิตี้ โปรแกรม (Utility Program) คือซอฟต์แวร์เสริมช่วยให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพ มากขึ้น เช่น ช่วยในการตรวจสอบดิสก์ ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลในดิสก์ ช่วยสำเนาข้อมูล ช่วยซ่อมอาการชำรุดของดิสก์ ช่วยค้นหาและกำจัดไวรัส ฯลฯ เป็นต้นโปรแกรมในกลุ่มนี้ได้แก่ โปรแกรม Norton Winzip Scan virus Sidekick Scandisk Screen Saver ฯลฯ เป็นต้น

2.1.4  ติดตั้งและปรับปรุงระบบ (Diagonostic Program) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการติดตั้งระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อและใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาติดตั้งระบบ ได้แก่ โปรแกรม Setupและ Driver ต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Setup Microsoft Office โปรแกรม Driver Sound ,  Driver Printer , Driver Scanner ฯลฯ เป็นต้น

2.2  ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

            2.2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software)  คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการทำสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่งสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียนขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา

            2.2.2 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป (General Purpose Software) เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงาน ซึ่งขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น

 

 

3 บุคลากร ( Peopleware )

                บุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสำเร็จและความคุ้มค่าในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้ 6 ด้าน ดังนี้

3.1  นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (Systems Analyst and Designer  :  SA ) ทำหน้าที่ศึกษาและรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียนโปรแกรม (Programmer) หรือปรับปรุงคุณภาพงานเดิม  นักวิเคราะห์ระบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ พื้นฐานการเขียนโปรแกรม และควรจะเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

3.2  โปรแกรมเมอร์ ( Programmer ) คือบุคคลที่ทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์ต่างๆ(Software )หรือเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้

3.3  ผู้ใช้ ( User ) เป็นผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นผู้ปฏิบัติหรือกำหนดความต้องการในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ว่าทำงานอะไรได้บ้าง     ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ

3.4  ผู้ปฏิบัติการ (Operator ) สำหรับระบบขนาดใหญ่  เช่น เมนเฟรม  จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ที่คอยปิดและเปิดเครื่อง  และเฝ้าดูจอภาพเมื่อมีปัญหาซึ่งอาจเกิดขัดข้อง  จะต้องแจ้ง System  Programmer  ซึ่งเป็นผู้ดูแลตรวจสอบแก้ไขโปรแกรมระบบควบคุมเครื่อง (System  Software) อีกทีหนึ่ง 

3.5  ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database Administrator : DBA ) กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดสิทธิการใช้งานข้อมูล กำหนดในเรื่องความปลอดภัยของการใช้งาน   พร้อมทั้งดูแลดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server) ให้ทำงานอย่างปกติด้วย

3.6  ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน  เป็นผู้ที่มีความหมายต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเป็นอย่างมาก

 

4.  ข้อมูลและสารสนเทศ

 4.1 ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วใช้ตัวเลขตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ต่างๆ ทำความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น เช่น

·         คะแนนสอบวิชาภาษาไทยของนักเรียน

·         อายุของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด

·         ราคาขายของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า

·         คำตอบที่ผู้ถูกสำรวจตอบในแบบสอบถาม

4.2 สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อสรุปต่างๆ ที่ได้จากการนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ หรือผ่านวิธีการที่ ได้กำหนดขึ้น ทั้งนี้เพื่อนำข้อสรุปไปใช้งานหรืออ้างอิง เช่น

·         เกรดเฉลี่ยของวิชาภาษาไทยของนักเรียน

·         อายุเฉลี่ยของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด

·         ราคาขายสูงสุดของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า

·         ข้อสรุปจากการสำรวจคำตอบในแบบสอบถาม

5.  กระบวนการทำงาน ( Procedure )

องค์ประกอบด้านนี้หมายถึงกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ผู้ใช้จำเป็นต้องทราบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีคู่มือปฏิบัติงาน เช่น คู่มือผู้ใช้ ( user manual ) หรือคู่มือผู้ดูแลระบบ ( operation manual ) เป็นต้น
 




2. การนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ได้แก่ Hardware ,Software และ Peopleware มาประยุทธ์ใช้ในกิจการต่าง ๆ
- ร้านอาหาร ระบบการสั่งอาหารด้วย Pocket PC / PDA


 

เป็นระบบเสริมของโปรแกรมบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารที่ออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการทำงานหน้าร้าน เนื่องจากมีฟังก์ชั่นการทำงานที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถรับส่งข้อมูลรายการได้อย่างรวดเร็วและมีการเชื่อมต่อสัญญาณระบบ Wi-Fi ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น
คุณประโยชน์ของระบบการสั่งอาหารด้วย Pocket PC / PDA
· สามารถสั่งรายการอาหารได้จาก Pocket PC / PDAโดยเชื่อมโยงไปบนฐานข้อมูลเดียวกันได้
· สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่างๆ ได้ง่าย ทำให้สามารถติดต่อลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
· สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เช่น ดูรายการอาหารที่สั่งไปแล้วหรือคำนวณค่าอาหาร เป็นต้น
· สามารถสั่งอาหารได้ง่ายด้วยระบบ Touch screen แบบลำดับชั้นและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการอาหารบน Desktop ก็สามารถ Generate database รายการอาหารบน Pocket PC / PDAได้ทันที
· สามารถดูสถานะโต๊ะทั้งหมดหรือแบ่งตามโซนจากเครื่อง Pocket PC / PDAได้โดยตรง ทำให้สามารถแจ้งสถานะโต๊ะที่ว่างให้ลูกค้าทราบได้อย่างรวดเร็ว
· รองรับการสั่งเมนูอาหารได้หลากหลายรูปแบบ เช่น เมนูอาหารจานเดียว, อาหารเป็นชุด, อาหารที่สามารถเลือกได้, หรือกลุ่มอาหารชุด เป็นต้น
· สามารถสั่งอาหารนอกเมนูหรืออาหารที่ไม่มีในรายการเมนูได้
· สามารถส่งข้อมูลรายการอาหารที่สั่งพิมพ์ไปยังครัวได้ทันทีหรือสั่งรายการพิมพ์ซ้ำได้โดยผ่านโปรแกรม pRoMise Print Manager ซึ่งรองรับเครื่องพิมพ์ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดชนิด สามารถดูประวัติการพิมพ์ได้ตลอดเวลาและดูสถานะการพิมพ์ ณ ปัจจุบัน สามารถเตือนการพิมพ์ได้เมื่อเครื่องพิมพ์มีปัญหา
· สามารถทำงานการจัดการโต๊ะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การย้ายโต๊ะ การรวมโต๊ะ การเปลี่ยนโต๊ะ ได้โดยง่าย
· เมื่อพื้นที่บริการมีมากขึ้น โปรแกรมสามารถรองรับการเพิ่มจำนวนเครื่อง Pocket PC / PDA ได้ เพราะการทำงานเป็นแบบ Wireless Network ทำให้ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว
· สามารถส่งข้อมูลติดต่อกันระหว่างเครื่อง Computer Desktop กับ Pocket PC / PDA ได้ตลอดเวลา เพื่อแลกเปลี่ยนการสั่งงาน เช่น การเรียกเก็บเงินลูกค้า โดย Pocket PC สามารถส่งข้อความไปบอก Front End ได้ พร้อมข้อความเตือนการส่ง
· สามารถคิดเงินหรือเรียกดูรายการอาหารที่สั่งไปแล้วจากทุกเครื่อง ทุกโต๊ะ ได้ทันทีตลอดเวลา พร้อมทั้งคำนวณส่วนลดเบื้องต้นให้แก่ลูกค้าได้
· สามารถใส่หมายเหตุ (Comment) ของรายการอาหารแต่ละรายการได้อย่างอิสระ โดยมีการตั้งค่า Comment รายการอาหารได้ เช่น ไม่หวาน, ไม่เผ็ด, ไม่ใส่ผงชูรส เพื่อความรวดเร็วในการสั่งรายการ
· มีระบบ Auto – Reconnection Wireless กับฐานข้อมูลใหม่โดยอัตโนมัติ เมื่อเครื่อง Pocket PC อยู่นอกพื้นที่ครอบคลุมของ Wireless Network ทำให้สามารถประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ โดยการปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งานและเมื่อเปิดเครื่องใหม่ โปรแกรมจะทำการ Auto – Reconnect โดยอัตโนมัติ
· สามารถแสดงสถานะ Strength Wireless Signal และระดับแบตเตอรี่บนหน้าจอตลอดเวลา เพื่อให้ความมั่นใจว่า ไม่มีความผิดพลาดจากการทำงานของเครื่อง Pocket PC /PDA
· สามารถกำหนดการเปลี่ยนการตั้งค่าของเครื่องในแต่ละร้าน (ในกรณีที่ใช้เครื่องเดียวกับหลายๆ ร้าน) ได้โดยง่าย จากการตั้งค่า โดยไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมใหม่
· สามารถกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้ในการเข้าถึงการใช้งานโปรแกรมบนเครื่อง Pocket PC PDA


3. การแสดงข้อมูล พร้อมทั้งแสดงในรูปแบบของระบบสารสนเทศ

เปรียบเทียบยอดขายสินค้า 3 ชนิด ในระยะเวลา 3 เดือน