1.การประมวลผลแบบแบทซ์ ( Batch Processing )
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์
จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น
ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง
หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้
ข้อดี
• เหมาะสำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีปริมาณงานมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทันที
• เหมาะสำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีปริมาณงานมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทันที
• ง่ายต่อการตรวจสอบ
ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย
ข้อเสีย
• ข้อมูลที่ได้ไม่ทันสมัย
เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาในการประมวลผล
• เสียเวลาในการรวบรวมข้อมูล
2.การประมวลผลแบบอินเทอร์แอคทีฟ ( Interactive Processing )
เป็นวิธีที่ไม่ต้องรอเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เมื่อคอมพิวเตอร์ระบข้อมูลเข้าสู่ระบบก็จะทำการประมวลผลและให้ผลลัพท์ได้ทันที
วิธีนี้ผู้ใช้และคอมพิวเตอร์จะมีการโต้ตอบกัน จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า
ออนไลน์ (on-line) เช่น
การถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) เมื่อมีการถอนเงิน
ยอดเงินในบัญชีจะมีการเปลี่ยนแปลงทันที
ข้อดี • สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นำเข้าไปได้ทันที
•
ข้อมูลที่ได้ทันสมัย
ข้อเสีย
• มีโอกาสที่เกิดความผิดพลาดได้
• การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยาก
โครงสร้างข้อมูล (File
Structure) หมายถึง ลักษณะการจัดแบ่งพิกัดต่าง ๆ
ของข้อมูลสำหรับแต่ละระเบียน (Record) ในแฟ้มข้อมูลเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้
ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1.
หน่วยข้อมูล (Data Item) หมายถึงส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล เช่น ตัวเลข ตัวอักษร หรือ
สัญลักษณ์พิเศษ จะยังไม่มีความหมายในตัวเอง เล่น เลข 9 อักษร ก เป็นต้น
2.
ฟิลด์ข้อมูล (Data Field) หมายถึง การนำเอาหน่วยข้อมูลที่สำคัญและต้องการศึกษามาไว้ด้วยกัน เพื่อเปรียบเทียบกัน
เช่น ชื่อ - สกุล คะแนนการสอบครั้งที่ 1 เงินเดือน ซึ่ง ชื่อ สกุล และเงินเดือน คือ 1
ฟิลด์
3.
เรคอร์ดข้อมูล (Data Record) หมายถึง การนำฟิลด์หลายฟิลด์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักศึกษาแต่ละคน
จะมีข้อมูล ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคนคือ 1 เรคอร์ด
4.
แฟ้มข้อมูล (Data File)
เกิดจากการนำระเบียนหรือเรคอร์ด หลาย ๆ
เรคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันในด้านใดด้านหนึ่งมารวมกัน เช่น
แฟ้มข้อมูลของนักเรียนห้องหนึ่งจำนวน 20 คน
ทุกคนต่างก็มีข้อมูล คือ ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ศาสนา ข้อมูลของนักเรียนทั้งหมดคือ
แฟ้มข้อมูล
5.
ฐานข้อมูล (Data base) เกิดจากการนำแฟ้มหลาย ๆ
แฟ้มข้อมูลเข้าด้วยกันโดยที่แฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ตาม
ทำให้ข้อมูลไม่ซ้ำซ้อนกัน และสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน
หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่
สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้างและระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
ได้นำความรู้เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลมาใช้ดังนี้สถานที่: ตัวอย่างวัดป่าประดู่(พระอารามหลวง)
เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆภายในวัด ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัด/รายชื่อพระภิกษุที่มาอุปสมบท/กิจกรรม/หัวข้อธรรมะต่างๆ เป็นต้น
โดยมีแฟ้มข้อมูลดังนี้
1. แฟ้มข้อมูลประวัติวัด
2. แฟ้มข้อมูลกิจกรรม
3.แฟ้มข้อมูลธรรมะต่างๆ
4.แฟ้มข้อมูลรายชื่อพระภิกษุที่เคยอุปสมบท
โดยระบบฐานข้อมูลนี้มีจะเป็นประโยชน์ต่อวัด คือ
ช่วยในการเก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญของวัดและง่ายในการค้นหาประวัติความเป็นมาของวัด,จำนวนพระภิกษุในวัด,รายชื่อพระภิกษุและสามารถเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้บุคคลทั่วไปทราบข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ภายในวัดได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นต้น
ความแตกต่างของการประมวลผลแบบแบทซ์และการประมวลผลแบบเรียลไทม์
การประมวลผลแบบแบทซ์
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์
จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น
ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง
หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้
การประมวลผลแบบเรียลไทม์เมื่อผู้ใช้ต้องการเพิ่มเติม ปรับปรุงข้อมูลทั้งข้อมูลทางด้าน MIS และ ข้อมูลในเชิงพื้นที่ทางด้าน GIS ผู้ใช้สามารถแก้ไข เพิ่มเติมผ่านทาง Internet GIS โดยระบบจะมีหน้าจอในส่วนเพิ่มเติม แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลทั้งสองรูปแบบ ให้ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลที่ต้องการได้ ต่อจากนั้นระบบจะทำการประมวลผลต่างๆ ตามขั้นตอนและแสดงผล ข้อมูลนั้นๆ แก่ผู้ใช้ในทันที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น