วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สำหรับการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ยังสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ

1.การประมวลผลแบบแบทซ์ ( Batch Processing )
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ 

ข้อดี 
                เหมาะสำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีปริมาณงานมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทันที

  • ง่ายต่อการตรวจสอบ ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย

ข้อเสีย

ข้อมูลที่ได้ไม่ทันสมัย เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาในการประมวลผล

เสียเวลาในการรวบรวมข้อมูล

2.การประมวลผลแบบอินเทอร์แอคทีฟ ( Interactive Processing )
เป็นวิธีที่ไม่ต้องรอเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อคอมพิวเตอร์ระบข้อมูลเข้าสู่ระบบก็จะทำการประมวลผลและให้ผลลัพท์ได้ทันที วิธีนี้ผู้ใช้และคอมพิวเตอร์จะมีการโต้ตอบกัน จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออนไลน์ (on-line) เช่น การถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) เมื่อมีการถอนเงิน ยอดเงินในบัญชีจะมีการเปลี่ยนแปลงทันที
                ข้อดี     
                 • สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นำเข้าไปได้ทันที


                 • ข้อมูลที่ได้ทันสมัย

                ข้อเสีย
                 มีโอกาสที่เกิดความผิดพลาดได้


                 • การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยาก

โครงสร้างข้อมูล (File Structure) หมายถึง ลักษณะการจัดแบ่งพิกัดต่าง ๆ ของข้อมูลสำหรับแต่ละระเบียน (Record) ในแฟ้มข้อมูลเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. หน่วยข้อมูล (Data Item) หมายถึงส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล เช่น ตัวเลข ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ จะยังไม่มีความหมายในตัวเอง เล่น เลข 9 อักษร ก เป็นต้น
2. ฟิลด์ข้อมูล (Data Field) หมายถึง การนำเอาหน่วยข้อมูลที่สำคัญและต้องการศึกษามาไว้ด้วยกัน เพื่อเปรียบเทียบกัน เช่น ชื่อ - สกุล คะแนนการสอบครั้งที่ 1 เงินเดือน ซึ่ง ชื่อ สกุล และเงินเดือน คือ 1 ฟิลด์
3. เรคอร์ดข้อมูล (Data Record) หมายถึง การนำฟิลด์หลายฟิลด์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักศึกษาแต่ละคน จะมีข้อมูล ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคนคือ 1 เรคอร์ด
4. แฟ้มข้อมูล (Data File) เกิดจากการนำระเบียนหรือเรคอร์ด หลาย ๆ เรคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันในด้านใดด้านหนึ่งมารวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลของนักเรียนห้องหนึ่งจำนวน 20 คน ทุกคนต่างก็มีข้อมูล คือ ชื่อ สกุล วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ ศาสนา ข้อมูลของนักเรียนทั้งหมดคือ แฟ้มข้อมูล
5. ฐานข้อมูล (Data base) เกิดจากการนำแฟ้มหลาย ๆ แฟ้มข้อมูลเข้าด้วยกันโดยที่แฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ตาม ทำให้ข้อมูลไม่ซ้ำซ้อนกัน และสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน

 
หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่ สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้างและระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
ได้นำความรู้เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลมาใช้ดังนี้
สถานที่: ตัวอย่างวัดป่าประดู่(พระอารามหลวง)
เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆภายในวัด ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัด/รายชื่อพระภิกษุที่มาอุปสมบท/กิจกรรม/หัวข้อธรรมะต่างๆ เป็นต้น

โดยมีแฟ้มข้อมูลดังนี้
1.  แฟ้มข้อมูลประวัติวัด


2. แฟ้มข้อมูลกิจกรรม

3.แฟ้มข้อมูลธรรมะต่างๆ

4.แฟ้มข้อมูลรายชื่อพระภิกษุที่เคยอุปสมบท
โดยระบบฐานข้อมูลนี้มีจะเป็นประโยชน์ต่อวัด คือ
ช่วยในการเก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญของวัดและง่ายในการค้นหาประวัติความเป็นมาของวัด,จำนวนพระภิกษุในวัด,รายชื่อพระภิกษุและสามารถเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้บุคคลทั่วไปทราบข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ภายในวัดได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นต้น


ความแตกต่างของการประมวลผลแบบแบทซ์และการประมวลผลแบบเรียลไทม์
การประมวลผลแบบแบทซ์
เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลตามช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล วิธีนี้จะไม่มีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ จึงเรียกวิธีการประมวลผลแบบนี้ว่า ออฟไลน์ (off-line) เช่น ระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 3 เดือน หมายถึง หากยังไม่ถึงกำหนด 3 เดือน จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ 
การประมวลผลแบบเรียลไทม์
    เมื่อผู้ใช้ต้องการเพิ่มเติม ปรับปรุงข้อมูลทั้งข้อมูลทางด้าน MIS และ ข้อมูลในเชิงพื้นที่ทางด้าน GIS ผู้ใช้สามารถแก้ไข เพิ่มเติมผ่านทาง Internet GIS โดยระบบจะมีหน้าจอในส่วนเพิ่มเติม แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลทั้งสองรูปแบบ ให้ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลที่ต้องการได้ ต่อจากนั้นระบบจะทำการประมวลผลต่างๆ ตามขั้นตอนและแสดงผล ข้อมูลนั้นๆ แก่ผู้ใช้ในทันที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น